December 2nd, 2011
คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Facebook เป็นส่วนหนึ่งของlifestyle ของคนยุคใหม่ไปแล้ว โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงาน กว่าร้อยละ 70% เปิดเล่น facebook ทุกวัน ดังนั้นหากต้องการทำการตลาดสินค้า หรือ บริการ facebook เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสาร เพื่อส่งเสริมการตลาดที่หากมี budgetเพียงพอ ไม่ควรพลาด สนนราคาในการพัฒนา เริ่มตั้งแต่ 40k ขึ้นไปจนหลักแสน ขึ้นอยู่กับความยากง่าย และกราฟฟิกที่สวยงามโดยรูปแบบของการพัฒนาโดยมากจะเป็นการอัพโหลดรูป การโพสข้อความ, share link, post on wall, vote
Aspira Design มีประสบการณ์ในการพัฒนา Facebook Application ต่างๆ มากมายอาทิเช่น
Goodyear Good Idea กิจกรรมส่งเสริมกิจกรรม csr ภายใต้แนวคิด “หากคุณมีเงินเหลือมากขึ้น จากการใช้ยางรุ่นประหยัด อีก 12000 บาท คุณจะนำเงินนี้ไปสร้างสรร หรือใช้จ่ายอะไรเพื่อให้ชีวิตของคุณ และโลกน่าอยู่ขึ้น”

facebook_app_goodyear
Neutrogena BHE กิจกรรมส่งเสริมสินค้า โดยผ่านการประกวด และโหวตรูปก่อน-หลังใช้ผลิตภัณฑ์

Mega We Care กิจกรรมส่งเสริมสินค้า โดยผ่านการประกวด และโหวตรูปครอบครัวสุขภาพดี

facebook_app_Megawecare
ดูผลงานเพิ่มเติม คลิกที่นี่
Tags: facebook application, marketing online, web development, web programming, โปรแกรมมิ่ง
Posted in Facebook Application | No Comments »
December 1st, 2011
พัฒนาเว็บไซต์ www.inresidencebangkok.com เว็บไซต์โรงแรม พร้อมระบบการจองห้องพัก + Allotment + Booking Online
นอกจากนี้ยังออกแบบ โลโก้, stationary, brochure, leaflet, sales kit, seo, e-newsletter ให้กับโรงแรมเพื่อการทำการตลาดอย่างครบวงจร

Tags: allotment, booking system, graphic design, marketing online, success website, web design, web development, web programming, ออกแบบเว็บไซต์, โปรแกรมมิ่ง
Posted in Project Portfolio | No Comments »
November 24th, 2010

การทำเว็บไซต์โรงแรม สิ่งสำคัญหลักๆ 2 สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ รูปภาพที่สวยงาม และระบบการจองห้องพัก
1. รูปภาพประกอบเว็บไซต์: รูปภาพคือสิ่งแรกที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจในโรงแรม และรีสอร์ทของคุณ ดังนั้นการถ่ายภาพ และการจัดองค์ประกอบโดยรวมจึงเป็นสิ่งสำคัญ หลายครั้งที่ลูกค้าที่จ้าง AspiraDesign ทำเว็บ ส่งภาพมาให้ซึ่งเป็นภาพถ่ายธรรมดา ไม่ได้มีเทกนิคการถ่ายอะไร แต่ทางเราก็สามารถใช้โปรแกรมตกแต่งภาพให้สวยงามได้ ด้วยการรีทัช ปรับแสง และสีของภาพ (ยกเว้นแต่ภาพจะออกมาแย่ มาก เกินเยียวยา อันนี้ก็อีกกรณีนึงนะค่ะ) ดังนั้นหากมีงบประมาณบ้างก็ควรจ้างช่างภาพมาถ่ายค่ะ คุ้มกว่า น่าลงทุน หรือจะจ้างตากล้อง Freelance ก็ได้ เดี๋ยวนี้ไม่แพงเลย ไม่กี่พันค่ะ
2. ระบบการจองห้องพัก Booking Online: หากเป็นโรงแรม รีสอร์ทเล็กๆ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องมีระบบการจองที่ทันสมัย แค่เป็นการจองผ่านอีเมล์ธรรมดา แต่มีการจัดการภายในที่ดีก็เพียงพอค่ะ หรือจะใช้ระบบการจองออนไลน์ของ เอเจนท์ต่างๆ ที่ให้บริการอยู่ก็ได้ แต่คุณจะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นให้กับตัวแทนเป็นค่าใช้ระบบ
แต่หากคุณเป็นโรงแรมขนาดกลาง หรือใหญ่ และมีงบเพียงพอก็อาจเลือกจัดทำระบบการจอง และบริหารจัดการเองได้ โดยระบบ Booking จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
- Booking / Available Room: มีการขั้นตอนการจองที่เป็น Step แต่ทุกห้อง ทุกช่วงเวลา จองได้หมดค่ะ พนักงาน Reservation ของโรงแรมต้องบริหารจัดการเอง
- Booking with Allotment System: มีการขั้นตอนการจองที่เป็น Step การจองห้อง ในแต่ละช่วงเวลาจะอ้างอิงจากจำนวนห้องที่ว่างจริงๆ ในขณะนั้นๆ นอกจากนี้จะมีระบบหลังบ้านเพื่อให้ Admin สามารถ set จำนวนห้องพักที่จะปล่อยในแต่ละช่วง ราคาปกติ ราคาโปรโมชั่น ได้ พร้อมสรุปรายงานการจองห้องพัก
Tags: allotment, booking system, graphic design, online booking, success website, web design, web development, web programming, website step, ขั้นตอนการทำเว็บ, ทำเว็บ, ระบบการจองห้องพัก, ร้านค้า ออนไลน์, ออกแบบเว็บไซต์, โปรแกรมมิ่ง
Posted in Web Design, Web Programming | 103 Comments »
September 14th, 2010
เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะไม่รู้จัก OpenCart ซึ่งเป็น OpenSource ฟรี สำหรับระบบบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์….หลายคนคงจะคุ้นเคยกับผู้ให้บริการพวก Tarad, Weloveshopping ซะมากกว่า แต่หารู้ไม่ว่าของดี และถูกกว่ามากก็ยังมีนั่นก็คือ OpenCart นั่นเอง ส่วนมากแค่คุณซื้อ Hosting กับทางบริษัทเค้าก้อบริการลงโปรแกรมให้ฟรี เช่น Siamopencart, Aspira Design เป็นต้น แต่ถ้าต้องการรูปแบบหน้าตา การปรับแต่งที่สวยงามก็เพิ่มเงินอีกนิด หรือ คนไหนเก่งหน่อย ก็แก้เอง ทำเองได้เลย
วันนี้ก็เลยอยากจะแนะนำตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ OpenCart ในการพัฒนาค่ะ
ChickyGirlFashion ร้านขายเสื้อผ้า แฟชั่น น่ารักๆ ออกแนวๆ เท่ๆ ผสมกลิ่นอายวินเทจ (Vintage) เล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืดสไตล์วินเทจ เดรส ชุดแซก เข้าไปดูได้ที่ http://www.chickygirlfashion.com

Tags: open cart thai, opencart, thai opencart, web development, web template, ขายของบนเว็บ, ร้านค้า ออนไลน์, เปิดร้านออนไลน์
Posted in OpenCart | 154 Comments »
August 25th, 2010
ถ้าจะกล่าวถึงการทำการตลาดบนเว็บไซต์ เครื่องมือที่นิยมใช้กันอย่างหนึ่งก็คือการทำ e-Newsletter แต่การจะทำให้ประสบความสำเร็จ มีคนยอมเปิดอ่านเมล์ คลิกตามลิงค์ต่างๆ และที่สำคัญ Convert จาก Visitor เป็น Customers นี่สิที่สำคัญ เพราะมันหมายถึงเราขายของได้นั่นเอง
สิ่งที่ต้องพิจารณา และข้อควรระวังดังนี้
- ลูกค้าเป้าหมายของเราเป็นใคร
- ความต้องการของลูกค้าคืออะไร Message ไหนที่จะจูงใจให้เค้าเปิดเมล์
- กราฟฟิก ดีไซน์ ต้องสะดุดตา
- ทำอย่างไรไม่ให้เมล์ของเราเป็น spam หรือ junk mail
- การติดตามผล
การติดตามผล หรือ Tracking report เป็นสิ่งที่นักการตลาดอยากรู้มากๆ เพื่อจะได้วิเคราะห์ออกว่า campaign นี้ สำเร็จมั้ย ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในครั้งต่อๆไป อะไรได้รับความสนใจมากที่สุดจะได้เน้นกิจกรรมนั้นๆ ลงไป เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมต่างๆ ช่วยในการทำมากมาย เช่น Email Marketing Tracking ที่ http://trackemailmarketing.com/ เข้าไปลงทะเบียน gen code tracking ออกมาไปฝังไว้ที่ HTML Code ของ eNews ฉบับนั้นๆ ซึ่งคุณจะได้รายงานสรุปต่างๆ อาทิเช่น
- Read and Clicked
- View and Clicked
- Unique Clicked
- Who Clicked
- Repeated Click

ตัวอย่าง eNewsletter


Tags: brochur design, eNewsletter, graphic design, mailing list, marketing online, Tracking report, web design, web development, web programming, กราฟฟิก, การตลาดออนไลน์, ออกแบบเว็บไซต์, โปรแกรมมิ่ง
Posted in Online Marketing | 63 Comments »
August 25th, 2010
เดี๋ยวนี้การเปิดร้านออนไลน์ทำกันง่ายๆ มีหลายบริษัท หลายเว็บไซต์ที่ให้บริการร้านค้าสำเร็จรูป ราคา ความสามารถของระบบ และการบริการ ก็แตกต่างกันไป หากมีความรู้สักหน่อยก้อไปดาวโหลดของฟรีมาลงเองเลย แต่เริ่มแรกคุณจะต้องลงทุนเพื่อสร้างร้านค้า สำหรับขายของบน internet ดังต่อไปนี้
- domain name
- พื้นที่สำหรับเก็บเว็บไซต์
- โปรแกรมระบบหน้าร้านและหลังร้าน (Store front, backoffice)
ตัวเว็บไซต์จะแสดงข้อมูลเกี่ยวร้านค้า รายการสินค้า ระบบตระกล้าชื้อสินค้า ระบบคิดเงินและจ่ายเงินโปรแกรมดังกล่าว เดี่ยวนี้มีให้ใช้เยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งเสียเงิน และไม่เสียเงิน
เริ่มแรกคุณต้องรู้ก่อนว่า คุณคือใคร ขายอะไร ลูกค้าเป็นใคร คู่แข่งเป็นใคร แล้วคุณมีจุดแข็งอย่างไร และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ทำไมลูกค้าต้องขื้อสินค้าของคุณ และแผนการดำเนินการต่างๆ (ถ้ามี) มีการจัดส่งสินค้าหรือบริการอย่างไร และมีช่องทางในการชำระเงินอย่างไร…เป็นต้น…
Software ที่จะเอาไปทำร้านค้ามีเยอะมากค่ะ แบ่งเป็น software ที่ช่วยการ generate ร้านค้า มีทั้ง script สำหรับทำพวก shopping cart จนไปถึง ระบบ CMS สำหรับ E-commerce เลย ยกตัวอย่าง OSCommerce ซึ่งเป็นระบบ ecommerce ที่นิยมมาก http://www.oscommerce.com/ หรือของไทยที่เอามาแก้ไขและแจกฟรีก็มี ThaiOSCommerce หรือ ตัวเล็กลงมาหน่อยก็ Opencart ซึ่งก็มีคุณสมบัติที่ไม่ต่างกันเลย นานาจิตตัง แล้วแต่คนชอบ
ระบบ Ecommerce โดยส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย
Store Front หน้าร้าน ควรจะมี feature ต่างๆ ดังนี้
1. Online Catalogue อันนี้สุด basic โดยทั่วไปขาดไม่ได้เลย เป็นส่วนที่แสดงสินค้า และรายละเอียดให้ลูกค้าดู
2. Shopping Cart เป็นเหมือนรถเข็นหรือตระกร้าในห้าง จะหยิบสินค้าเข้าหรือออกก็ได้
3. Payment System ส่วนนี้อาจเป็นไปได้ทั้ง mail order, ให้ลูกค้าโอนเงิน หรือการตัดบัตรเครดิต
สำหรับการตัดบัตรมีสองแนวทางให้เลือก
3.1 ใช้บริการของ bank ขั้นตอนจ่ายเงินก็จะกระโดดไปจ่ายที่เว็บของ bank จ่ายได้หรือไม่ได้ก็ตาม จะกระโดดกลับมายังเว็บ การทำงานลักษณะนี้ยังผู้ให้บริการที่เป็นคนกลาง เช่น paypal, 2checkout เป็นต้น ส่วนในไทย ก็มีบริการเช่นนี้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น paysbuy หรือ thaiepay
3.2 เชื่อมต่อกับระบบ bank เรียก merchant account จะเป็น API ให้ติดต่อกับ bank โดยตรง ดังนั้นจึงไม่ต้องกระโดดไป กระโดดมา ..
4. Member System เป็นส่วนที่เก็บรายละเอียดลูกค้า หากลูกค้ากลับมาใหม่ จะไม่ต้องใส่รายละเอียดใหม่ หรือใช้เป็นช่องทางติดต่อลูกค้าโดยสามารถเอามาต่อยอด ใช้ฐานข้อมูลที่ได้มา มาทำ eNewsletter ต่อก็ได้
Back Office หลังร้าน
1. product manager ส่วนใหญ่ก็เป็นการแก้ไขข้อมูลสินค้าต่างๆเช่น จำนวนสินค้าใน stock ราคา รายละเอียด น้ำหนัก สถานะของสินค้า เปิดให้ชื้อได้หรือไม่ได้ เป็นต้น
2. order system สำหรับตรวจสอบใบสั่งชื้อของลูกค้า ว่าจ่ายเงินหรือยัง จ่ายทางไหน
3. tracking เป็นการตรวจสอบว่า สินค้าที่ลูกค้าสั่งชื้อ อยู่ในขั้นตอนใด เช่น สถานะ pending รอการจ่ายเงิน หรือส่งว่าสินค้าไปแล้ว หากติดต่อกับระบบของผู้ขนส่งได้(เช่น fedex,DHL) ก็จะทราบได้ว่า ตอนนี้สินค้าอยู่สนามบิน บนเครื่องบิน อยู่บนรถ ถึงปลายทางหรือยัง ลูกค้าเซ็นต์รับของไปหรือยัง เป็นต้น ซึ่งทั้งลูกค้าทั้งคนขายก็พอใจที่ได้ข้อมูล นอกจากนี้บางบริษัท ยังมีบริการเก็บเงินปลายอีกด้วย(สะดวกเข้าไปอีก)
4. report อันนี้ก็เป็นส่วนที่รายงานการขาย เช่น มีลูกค้าสั่งของกี่คน อยู่ระหว่างจัดส่งกี่คน แล้วสินค้าเราจะพอขายมั้ย อ้อช่วงนี้เทศกาลนะ ปีที่แล้วของขายได้เยอะ ก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะขายได้เยอะ สั่งของมาไว้ใน stock หรือทำเป็น event marketing เพื่อสร้างยอดขาย สร้างความน่าสนใจ เป็นต้น
ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็มาที่ http://www.aspiradesignltd.com/th/opencart.php ได้นะค่ะ ราคาไม่แพง พร้อมบริการออกแบบ แบนเนอร์ และโลโก้ร้านของคุณ ให้ร้านของคุณไม่เหมือนใครค่ะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรีจ้า
Tags: open cart thai, opencart, web development, web programming, web template, wordpress, การตลาดออนไลน์, ขั้นตอนการทำเว็บ, ขายของบนเว็บ, ทำเว็บ, ออกแบบเว็บไซต์, เปิดร้านออนไลน์, โปรแกรมมิ่ง
Posted in Open Source, Web Programming | 59 Comments »
June 24th, 2010
พัฒนาเว็บไซต์ www.napaon26.com เป็นร้านอาหารแนวฟิวชั่น โดดเด่นด้วย ไวน์ที่หลากหลาย และบรรยากาศสุดหรู และโรแมนติก เหมาะแก่การนัดพบปะสังสรรกับเพื่อนๆนะค่ะ
การออกแบบจะเน้นโทนสีทอง น้ำตาล เพื่อให้ความรู้สึก premium ซึ่งรูปภาพที่ใช้ในเว็บไซต์ photo shooting ใหม่ทั้งหมดโดยทีมงานมืออาชีพ

Tags: graphic design, open cart thai, opencart, success website, web design, web template, website step, กราฟฟิก, ขั้นตอนการทำเว็บ, ทำเว็บ, ร้านค้า ออนไลน์, ออกแบบเว็บไซต์
Posted in Project Portfolio | 101 Comments »
June 24th, 2010
เมื่อก่อนนี้ใครจะอัพเดทอะไรในเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ เนื้อหาต่างๆ ก็ต้องเรียกว่า programmer, web master หรือคนที่มีความรู้ด้าน HTML, PHP,ASP, ….ให้มาช่วยทำ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องง้อคนเหล่านี้แล้วเพราะเจ้า CMS นี่แหละ
CMS (Content Management System) คือ โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการเว็บไซต์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาในการสร้างและออกแบบเว็บไซต์ไปได้เยอะ การใช้งานก็จะมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะพบเห็นกันมากในเว็บไซต์ที่มีหน้า page หรือ โครงสร้างคล้ายๆกัน ส่วนความสามารถของระบบจะมีอะไรบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับผู้สร้างว่า ต้องการจัดการอะไร อย่างไร มันสามารถดัดแปลง code ต่อยอดระบบไปได้เรื่อยๆ เพื่อรองรับการใช้งานของ users โดยจะมีเครื่องมือช่วยจัดการข้อเขียนต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ มีการแทรกภาพและข้อมูลอื่นๆได้ นอกจากนี้ ยังมีพัฒนาการเพิ่มเติมเมื่อการใช้งานระบบ ขยายขอบเขตออกไปเป็นวงกว้าง คือ มีระบบสมาชิก มีการจำกัดสิทธิ์ของสมาชิกแต่ละระดับ
content ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงข้อเขียนอย่างเดียว คือ เราควรมองกว้างๆว่ามันเป็นข้อมูลใดๆ เช่น ที่อยู่, รายชื่อหนังสือ-หนัง-เพลง, สถิติจำนวนลูกค้า, ราคาสินค้า, ผลการทดลอง, ฯลฯ ซึ่งข้อมูลแต่ละแบบมีโครงสร้างที่ไม่ใช่เพียงแค่ ชื่อข้อเขียน+เนื้อหา เท่านั้น แต่มันซับซ้อนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลแต่ละชนิด ระบบ CMS จึงเป็นระบบที่สามารถจัดการกับข้อมูลหลากหลายรูปแบบได้สะดวก และสามารถดึงเอาความสามารถตรงนี้มาช่วยให้เราสามารถสร้าง, ถ่ายทอด หรือประมวลผล สิ่งที่ต้องการออกมาได้ดีขึ้น
ระบบต่างๆ ที่นำหลักการของ CMS มาใช้ เช่น Catalog online, Membership, Inventory, News & Event etc.
Tags: open cart thai, opencart, success website, web design, web development, web programming, website step, ขั้นตอนการทำเว็บ, ทำเว็บ, ร้านค้า ออนไลน์, ออกแบบเว็บไซต์, โปรแกรมมิ่ง
Posted in Web Programming | 60 Comments »
June 19th, 2010
การเลือกใช้สีโดยยึดติดกับรูปแบบต่างๆ ที่ได้จากวงล้อสี อาจทำให้คุณลืมนึกถึงเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกที่ได้รับจากสี เนื่องจากคนเราตอบสนองต่อสีด้วยจิตใจ ไม่ใช่สมอง ดังนั้นคุณควรเลือกด้วยความรอบคอบ และเหมาะสมกับอารมณ์ของเนือหาบนเว็บไซต์
สีแดง เป็นสีที่มีความหมายหลากหลายมาก เป็นทั้งสิ่งที่ดีอย่างความรัก และกำลังใจจนถึงสิ่งเลวร้ายอย่างสงคราม และอันตราย มักเป็นสีที่เด่น และสะดุดตาได้ง่าย จึงเหมาะที่จะใช้เน้นข้อความสำคัญของส่วนต่างๆ แต่สีแดงจัดมากๆ มีผลรบกวนสายตา ทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย ดังั้นจึงไม่ควรใช้สีแดงในบริเวณกว้างๆ
สีน้ำเงิน เป็นสีที่ได้รับความนิยมมาก สื่อถึงความสงบ เยือกเย็น และความมั่นใจ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นสีที่ไม่เตะตาถ้าไม่มีความสดใสจริงๆ สีน้ำเงินเข้ากันได้ดีกับสีอ่อนในชุดสีเย็น เช่นสีเขียว และเหมาะสมอย่างมากกับสีเอริ์ธโทน
สีเขียว มีผลต่อความรู้สึกของผู้คนเป็นอย่างมากจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง สีเขียวสามารถสร้างความรู้สึกร้อนหรือเย็นก็ได้ โยสีเขียวแก่เป็นสีที่สงบ และเย็น ขณะที่สีเขียวอ่อนให้ความอบอุ่น แข็งขัน และสะดุดตา ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีเขียวใกล้กับสีแดงเพราะทั้งสองนี้รบกวนกัน ทำให้อ่านยาก สีเขียวจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเว็บการเงิน หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงถึงความสมบูรณ์ และการเจริญเติบโต
สีเหลือง เป็นสีที่ดูสว่างมากกว่าสีขาวโดยเฉพาะในสิ่งพิมพ์ แสดงถึงความสดใส ต้อนรับ สามารถดึงความสนใจได้มาก นอกจากนี้สีเหลืองยังเป็นตัวเลือกที่ดีของสีพื้นซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่านเมื่อใช้สีตัวอีกษรที่ตัดกัน
สีน้ำตาล ให้ความรู้สึกเก่าแก่ โบราณแสดงถึงความมั่นคง เรียบง่าย และสะดวกสบาย แต่อาจดูอึมครึม จนน่าเบื่อได้ถ้าใช้อย่างไม่เหมาะสม สีน้ำตาลเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรัเว็บเกี่ยวกะบ้าน และครอบครัว รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้ง
สีขาว เป็นสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการใช้เป็นสีพื้นของเว็บเพจ เข้าได้กีบทุกสี และยังเพิ่มความสามารถในการอ่านข้อความบนหน้าจอ แต่สีขาวไม่ได้มีความหมายที่ดีเสมอไป เพราะเป็นสีที่จืดจาง ซีดเซียว เกี่ยวเนื่องกับความเจ็บป่วย และความใจอ่อน
สีดำ ปกติสื่อถึงความโศกเศร้า หดหู่ รุนแรง แต่เมื่อสีดำมาอยู่คู่กับสีขาวทำให้มีความหมายดีขึ้น คือความฉลาด และมั่นคงและเมื่อใช้กับสีอื่นๆ ด้วยจะสร้างความลึกลับ ซับซ้อนได้เป็นอย่างดี สีดำส่วนมากถูกนำมาใช้ในเป็นพื้นหลังในการนำเสนอผลงานของศิลปิน หรือเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลทางเทคนิค
Tags: graphic design, open cart thai, opencart, success website, web design, web development, website step, wordpress, กราฟฟิก, ขั้นตอนการทำเว็บ, ทำเว็บ, ร้านค้า ออนไลน์, ออกแบบเว็บไซต์
Posted in Web Design | 102 Comments »
June 19th, 2010
ก่อนจะลงมือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา ลองมาเรียนรู้ความผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในการออกแบบเว็บไซต์ทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาดเหล่านี้ซ้ำอีก
1. ใช้โครงสร้างหน้าเว็บเป็นระบบเฟรม
สมัยนี้คงจะมีคนใช้วิธีนี้น้อยลงแล้ว แต่ก้ออยากนำมากล่าวซ้ำ เพราะการใช้ระบบเฟรมจะสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้อย่างมาก เช่นทำ Bookmark ไม่ได้, การแสดงชื่อไฟล์ของ url ไม่ถูกต้อง, การแสดงผลลัพธ์ไม่แน่นอน
2. ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงโดยไม่จำเป็น
คุณไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อแสดงฝีมือ หรือดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้ เพราะจะได้ผลเฉพาะกับกลุ่มผู้ใช้ที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้น เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเนื้อหา และการใช้งานที่ดีมากกว่า นอกจากนี้เผลอๆ ผู้ใช้ส่วนมากจะไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ที่คุณต้องการได้ หากไม่มี plug in หรือ โปรแกรมในเครื่องที่สามารถ run ได้…เสียความรู้สึกเปล่าๆ
3. ใช้ตัวหนังสือหรือภาพเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ในหน้าเว็บเพจไม่ควรมีองค์ประกอบที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลามากจนเกินไปไม่ว่าจะเป็น Blink Text, Marquee, Flash Animation etc. เพราะจะสร้างรำคาญทางสายตา และแย่งกันเป็นจุดสนใจ จนสร้างความสับสนให้ผู้ใช้ซะมากกว่า
4. ชื่อเว็บไซต์ซับซ้อน (URL) ยากต่อการจำ และพิมพ์
เช่นชื่อที่มีความยาวมาก, สะกดลำบาก, การใช้อักษรพิเศษ เช่น – _ ซึ่งไม่ friendly กับ SEO ด้วย
5. ไม่มีการแสดงชื่อ และที่อยู่ของเว็บไซต์ในหน้าเว็บเพจ
เนื่องจากผู้ใช้บางคนอาจจะเข้ามาสู่หน้าที่เป็นข้อมูลผ่านระบบค้นหา หรือ search engine โดยไม่ได้ผ่านหน้า homepage มาก่อน ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถทราบว่ากำลังอยู่ในเว็บไหน
6. มีความยาวของหน้ามากเกินไป
เว็บไซต์จำนวนมากของไทยมักจะมีหน้าแรกยาวมาก เพราะต้องการบรรจุข้อมูลไว้ในหน้าแรกให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลับจะทำให้ผู้ใช้เกิดความสับสนกับข้อมูลที่มากเกินไปนั้นๆ และยังทำให้เสียเวลาในการดาวโหลดมากด้วย
7. ขาดระบบเนวิเกชั่นที่มีไร้ประสิทธิภาพ
อย่าคิดว่าผู้ใช้จะเข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ได้ดีเท่ากับคุณ ผู้ใช้จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ หากปราศจากระบบเนวิเกชั่นที่ชัดเจน เมื่อผู้ใช้ไม่สามารถหาสิ่งที่ต้องการพบ เว็บไซต์นั้นก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
8. ข้อมูลเก่า ไม่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย
หากผู้ใช้พบว่าข้อมูลในเว็บไซต์นั้นเก่า ไม่ทันสมัยก็จะขาดความน่าเชื่อถือ และไม่อยากกลับเข้ามาใช้บริการอีก
9. เว็บเพจแสดงผลช้า
กราฟฟิก และไฟล์ขนาดใหญ่จะมีผลทำให้เว็บเพจนั้นต้องใช้เวลาในการดาวโหลดมาก เนื่องจากผู้ใช้มีความอดทนในการรอแสดงผลจำกัด ที่จริงแล้วมีผลงานวิจัยออกมาว่า ถ้าเกิน 8 วินาที ผู้ใช้กว่า 90% จะเปลี่ยนไปดูเว็บอื่นแทน
แม้ว่าสมัยนี้อินเตอร์เน็ตจะมีความไวมาก boardband 3 MB 4 MB ก็ว่ากันไป แต่หลีกเลี่ยงไว้ก่อนก็ไม่เสียหลาย เพราะเชื่อเหลือเกินว่ายังมีผู้ใช้อีกจำนวนไม่น้อยที่อินเตอร์เน็ต ยังช้าอยู่ อิอิ….
Tags: graphic design, marketing online, opencart, SEO, success website, web design, web development, web programming, website step, wordpress, กราฟฟิก, ขั้นตอนการทำเว็บ, ทำเว็บ, ร้านค้า ออนไลน์, ออกแบบเว็บไซต์
Posted in Web Process | 69 Comments »